การวิจัยเพื่อลดผลกระทบด้าน เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และการศึกษา

  • หน้าแรก
  • การวิจัยเพื่อลดผลกระทบด้าน เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และการศึกษา

โครงการพัฒนาระบบบริหารสถานการณ์ รองรับการแพร่ระบาดโควิด – 19 รอบที่ 2

08 มีนาคม,2565 | Piroonruk Art-han

ระบบบริหารสถานการณ์ รองรับการแพร่ระบาดโควิด – 19 รอบที่ 2

ชื่อผลงาน : ระบบบริหารสถานการณ์ รองรับการแพร่ระบาดโควิด – 19 รอบที่ 2

ที่มาและความสำคัญของโครงการ :

สทอภ. ในฐานะคณะทำงานฯ ได้รับมอบหมายสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ ให้บริการ Platform เชิงภูมิสารสนเทศ (COVID-19 iMAP) มีการบูรณาการข้อมูลจาก Platform ไทยชนะ หน่วยงานภายใน และภายนอกคณะทำงานฯ ไม่น้อยกว่า 9 กระทรวง 17 หน่วยงาน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานในระดับนโยบาย และผู้ใช้งานในระดับปฏิบัติงาน ทั่วประเทศ เช่น ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคจังหวัด และ ศปม. จังหวัด ซึ่งต้องสามารถรองรับการใช้งานของผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 400 ผู้ใช้งาน  เพื่อใช้ในการติดตาม เฝ้าระวัง วิเคราะห์ วางแผน ฟื้นฟูสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ทั้งนี้การพัฒนาระบบ   i-Map ยังเป็นระบบที่ใช้บริหารสถานการณ์ในระดับประเทศที่ยังไม่สามารถนำไปพัฒนาในระดับจังหวัดที่มีปัจจัย องค์ประกอบและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องพัฒนา Platform และมีการวางระบบบริหารจัดการข้อมูลเชิงลึกมากกว่าเดิมในระดับพื้นที่/จังหวัด เพื่อรองรับการบริหารจัดการสถานการณ์ในระดับจังหวัดและบริหารสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างสมดุลทั้งด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจ ทั้งนี้แต่ละจังหวัดนั้นมีบริบทและศักยภาพที่แตกต่างกัน โครงการนี้จึงเลือกจังหวัดต้นแบบ  5 จังหวัดตามบริบทที่แตกต่างกันของพื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ชลบุรี ภูเก็ต ตาก

ผลผลิตจากงานวิจัย :

Dashboard บริหารสถานการณ์ รองรับการแพร่ระบาดโควิด – 19 ที่พัฒนาขึ้น มีส่วนแสดงผล 3 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่1 แสดงผลการวิเคราะห์ความปลอดภัยของพื้นที่ต่อการติดเชื้อโควิด-19 และชุดมาตรการที่ต้องพิจารณาเพื่อใช้ในการบริหารสถานการณ์ด้านสาธารณสุข โดยสามารถระบุความปลอดภัยของปัจจัยย่อยระดับอำเภอได้ โดยจะแสดงค่าตัวชี้วัดรายพื้นที่ผ่านกราฟ ซึ่งจะมีคะแนนเท่ากับ 100, 75, 50, 25 แสดงถึงพื้นที่มีความปลอดภัยสูงสุด ปลอดภัยสูง ปลอดภัยปานกลาง และปลอดภัยน้อย ตามลำดับ ซึ่งค่าคะแนนของตัวชีวัดสามารถบอกได้ว่าปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้คะแนนความปลอดภัยลดลง ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้จังหวัดใช้เป็นข้อมูลประกอบการออกนโยบายเข้าไปแก้ปัญหาได้ตรงจุด อีกทั้งสามารถเลือกดูข้อมูลตำแหน่งของสถานประกอบการเสี่ยงหรือแผนที่ความหนาแน่นของสถานประกอบการได้ว่ามีการกระจุกตัวอยู่บริเวณไหนของพื้นที่

ส่วนที่ 2 แสดงผลการคาดการณ์รายได้จากภาคการท่องเที่ยว เมื่อจังหวัดเริ่มมีการฟื้นตัวบางส่วนหลังจากการหดตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ร้อยละ 5, 10, 15 ตามลำดับ โดยสามารถระบุการกระจายตัว/กระจุกตัวของตำแหน่งในแต่ละภาคธุรกิจเพื่อใช้ประกอบการวางแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของ 12 ธุรกิจภาคการท่องเที่ยวได้

ส่วนที่ 3 แสดงผลภาพรวมของสถานการณ์โควิด-19 ในระดับอำเภอเพื่อเป็นเครื่องมือบริหารจัดการข้อมูล โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูลด้านสถานการณ์การติดเชื้อ ด้านทรัพยากรทางการแพทย์ ข้อมูลด้านการจัดสรรวัคซีนป้องกันโควิด-19 จำนวนเตียงคงเหลือของโรงพยาบาลและเตียงสนาม และจำนวนยาคงเหลือที่ใช้ในการรักษาโควิด-19 และข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

การนำไปใช้ประโยชน์ :

ด้านสาธารณสุข

ระบบดังกล่าว เป็นการพัฒนาดัชนีชี้วัดความปลอดภัยของพื้นที่ต่อการติดเชื้อโควิด-19 หรือ COVID-19 Safety Index โดยคำนึงถึงปัจจัยในหลากหลายมิติ ทั้งด้านสถานการณ์การติดเชื้อ (Hazard) ด้านศักยภาพ/ความเพียงพอของระบบสาธารณสุข (Healthcare Capacity) ด้านความหนาแน่นของประชากรและพื้นที่เสี่ยง (Density) และการจัดสรรวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Vaccine) โดยดัชนีชี้วัดดังกล่าว สามารถนำไปใช้งานเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ได้ดังนี้

1. ระบุภาพรวมของสถานการณ์โควิด-19 ในระดับพื้นที่ โดยผู้บริหารจังหวัด บุคลากรทางด้านสาธารณสุข และผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถเห็นภาพรวมของสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเอง ในระดับอำเภอ เห็นถึงพื้นที่ที่มีความปลอดภัยต่ำ เพื่อที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไปได้

2. สนับสนุนการออกนโยบาย หรือมาตรการต่างๆ เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยต่อการติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ โดยผู้บริหารจังหวัด บุคลากรทางด้านสาธารณสุข และผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถเห็นถึงค่าคะแนนในมิติต่างๆ ของพื้นที่ เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และสามารถออกมาตรการเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างตรงจุด ตรงตามบริบทของพื้นที่จริง

3. การเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงการติดตามผลจากการออกนโยบาย ว่าพื้นที่ดังกล่าวมีดัชนีชี้วัดความปลอดภัยของพื้นที่ต่อโควิด-19 ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ และสามารถปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้

ด้านเศรษฐกิจ

สำหรับในส่วนเศรษฐกิจเป็นการคาดการณ์รายรับที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่จังหวัดมีการฟื้นฟูหลังจากการหดตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้นการนำไปประยุกต์ใช้งานของจังหวัด สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับตัวทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยที่สุด เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เบาบางลงหรือหมดไป ซึ่งสามารถนำไปออกมาตรการหรือโครงการเพื่อช่วยภาคเศรษฐกิจได้ดังนี้

1.  การกระตุ้นการใช้จ่ายต่อคนของผู้เยี่ยมเยือน จังหวัดสามารถทำได้โดยการหาสินค้าและบริการเพื่อให้ผู้เยี่ยมเยือนแต่ละคนใช้จ่ายสูงขึ้น เช่น จัดทัวร์สำหรับกลุ่มผู้เยี่ยมเยือนที่มีรายได้สูง และหาทางปรับคุณภาพการเดินทาง ที่พัก อาหาร ของฝากของที่ระลึก กิจกรรมการแสดงให้เหมาะกับคนกลุ่มนี้ เมื่อรายจ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น รายจ่ายนี้เป็นรายรับทางตรง ซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนมือสร้างรายได้ทางอ้อมให้จังหวัดเพิ่มขึ้นด้วย กลไกทางเศรษฐกิจจะช่วยสร้างรายได้ทางอ้อมทำให้ไม่ต้องใช้ความพยายามในการฟื้นตัวให้มีรายรับจากการท่องเที่ยวกลับไปเท่ากับปี 2562

2.  การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจท่องเที่ยว จังหวัดต่างๆ ควรพิจารณากระตุ้นให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวสร้างความเชื่อมโยงทางธุรกิจให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม  ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดท่องเที่ยว โดย 4 สาขาที่เป็นสาขาหลักของการท่องเที่ยว แก่ ที่พัก อาหารและเครื่องดื่ม ขนส่งผู้โดยสารทางรถยนต์ และ ของฝากและของที่ระลึก ที่ผู้เยี่ยมเยือนมีการใช้จ่ายมากที่สุด คือใช้จ่ายประมาณร้อยละ 70 – 80  ของรายจ่ายที่ใช้ในการท่องเที่ยว ดังนั้นการสร้างความเชื่อมโยงของธุรกิจท่องเที่ยวหลัก 4 สาขาหลักนี้ให้มากขึ้น ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมโยงด้วยกันเอง 4 สาขาหรือกับสาขาอื่นในด้านการท่องเที่ยว ย่อมช่วยให้ค่าตัวทวีคูณเพิ่มขึ้น และช่วยให้จังหวัดสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นได้เร็ว



วันที่เผยแพร่ : -
เผยแพร่โดย : Piroonruk Art-han (แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 09 มีนาคม,2565)
จำนวนครั้งที่อ่าน : 230 ครั้ง

ผลงานวิจัยโดย

นายตติยะ  ชื่นตระกูล และคณะ

หน่วยงาน : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
เบอร์ติดต่อ : -
อีเมล : -