วัคซีนโควิด -19 และการบริหารจัดการ

  • หน้าแรก
  • วัคซีนโควิด -19 และการบริหารจัดการ

ความปลอดภัยและผลการกระตุ้นภูมิต้านทานของวัคซีนโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 ชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine) และไวรัสตัวนำ (Adenoviral vector vaccine) ในกลุ่มผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาก่อน: การศึกษาทางคลินิก

08 มีนาคม,2565 | Piroonruk Art-han

ข้อมูลความปลอดภัยและผลการกระตุ้นภูมิต้านทานของวัคซีนโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 ชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine) และไวรัสตัวนำ (Adenoviral vector vaccine) ในกลุ่มผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาก่อน

ชื่อผลงาน : ข้อมูลความปลอดภัยและผลการกระตุ้นภูมิต้านทานของวัคซีนโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 ชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine) และไวรัสตัวนำ (Adenoviral vector vaccine) ในกลุ่มผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาก่อน

ที่มาและความสำคัญของโครงการ :

จากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในช่วงเดือนธันวาคมปี 2019 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อทั่วโลกประมาณ 110.76 ล้านคน และมีการเสียชีวิต 2.46 ล้านคน เพื่อที่จะป้องกันการแพร่ระบาดและลดความรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วัคซีนโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 จึงถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าว สำหรับวัคซีนที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักได้แก่ วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ, วัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นตัวนำ, วัคซีนเชื้อตาย และวัคซีนที่ใช้ที่ใช้ส่วนโปรตีนของไวรัส ในขณะนี้มีการใช้วัคซีนไปทั่วโลกแล้วจำนวนมากกว่า 305 ล้านโดส สำหรับประเทศไทยมีการเตรียมวัคซีนไว้จำนวน 63 ล้านโดส เพื่อมาฉีดให้กับประชากรไทยโดยวัคซีนที่ได้ ณ ขณะนี้ มีวัคซีน 2 ชนิด คือวัคซีนเชื้อตายของบริษัทซิโนแวค (โคโรนาแวค) จากประเทศจีนจำนวน 2 ล้านโดส และวัคซีนที่ใช้ไวรัสเวกเตอร์ของบริษัทแอสตร้าเซนเนกา จำนวน 61 ล้าน โดยวัคซีนจำนวนแรกจะเข้าสู่ประเทศไทยในปลายเดือนกุมภาพันธ์หรืออย่างช้าเดือนมีนาคม เพื่อให้กับประชากรหมู่มาก

จากการศึกษาทางคลินิกในกลุ่มตัวอย่าง 12,396 คนโดยจะได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 โดสโดยห่างกันประมาณ 2 อาทิตย์ พบว่าวัคซีนซิโนแวค มีประสิทธิภาพในการป้องกันการตายจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ที่ 100% , ประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของโรคโดยไม่ต้องรับการรักษาอยู่ที่ 83.7% และประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้ออยู่ที่ 50.65%  อย่างไรก็ตามจากการศึกษาวัคซีนซิโนแวคในประเทศต่าง ๆ มีผลการรายงานประสิทธิภาพที่แตกต่างกันประกอบด้วย 91.25% ในตุรกี, 65.3% ในอินโดนีเซีย และ 50.4%ในบราซิล ทั้งนี้ประสิทธิภาพที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของกลุ่มตัวอย่างในการสัมผัสเชื้อและการประเมินจากการป้องกันในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน  ในขณะที่วัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะของบริษัทแอสตร้าเซนเนกา มีการรายงานประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเฉลี่ยอยู่ที่ 70.4 % โดยมีการให้วัคซีน 2 โดสห่างกันประมาณ 4-12 อาทิตย์ อย่างไรก็ตามค่าเฉลี่ยดังกล่าวได้มาจาก 2 รูปแบบการวิจัยที่ต่างกันคือ แบบที่ 1  ให้วัคซีนที่โดสมาตราฐานทั้งสองเข็ม พบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อคือ 62.1% ซึ่งทำการศึกษาในประเทศอังกฤษและบราซิล  และแบบที่ 2 ให้โดสต่ำในเข็มแรกแล้วตามด้วย โดสปกติในเข็มที่ 2 พบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อคือ 90% และมีการทำการศึกษาในแอฟริกาใต้ อย่างไรก็ตามการศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าวไม่ได้มีการรายงานการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของวัคซีนในผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อน

จากการศึกษาในประเทศอังกฤษ พบว่าในผู้ป่วยที่ติดเชื้อมาก่อนมีโอกาสในการติดเชื้อซ้ำโดยมีอัตราการติดเชื้อซ้ำ 7.6 คนต่อแสนประชากร เมื่อเทียบกับคนที่ไม่เคยมีการติดเชื้อมาก่อน 57.3 คนต่อแสนประชากร นอกจากนี้ พบว่าการผู้ป่วยที่เคยมีการติดเชื้อมาก่อนจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันซึ่งทำให้มีโอกาสการติดเชื้อซ้ำลดลง 84%  อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งคำถามที่สำคัญเกี่ยวกับการให้วัคซีนโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 คือผู้ป่วยที่มีเคยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาก่อนควรจะได้รับวัคซีนหรือไม่ ถ้าควรผู้ป่วยควรรับการฉีดวัคซีน 1 หรือ 2 โดสถึงจะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มสูงขึ้นและอยู่ได้นาน จากการศึกษาก่อนหน้าโดยทำการให้วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ 1 โดสในผู้ป่วยที่มีเคยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาก่อน พบว่าคนที่เคยติดเชื้อจะมีระดับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่เร็วกว่าและมีระดับภูมิคุ้มกันที่สูงกว่าคนปกติที่ได้รับวัคซีน 2 โดสอย่างมีนัยสำคัญ จากการศึกษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อและไม่มีการแสดงอาการกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อและมีการแสดงอาการพบว่ามีระดับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้นไม่แตกต่างกันหลังจากได้รับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ 1 โดส ทั้งนี้ยังพบว่า การให้เอ็มอาร์เอ็นเอวัคซีน 1 โดส และ 2 โดส ในผู้ป่วยที่เคยมีการติดเชื้อมาก่อนมีระดับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาผลข้างเคียงที่เกิดจากการรับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอในโดสแรก พบว่า 46 % ของคนปกติ และ 89 % ของคนที่เคยติดเชื้อมามีอาการข้างเคียงเล็กน้อยหลังจากได้รับวัคซีน ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปหลังจากฉีดวัคซีน เช่น มีอาการบวมแดงบริเวณที่มีการฉีดวัคซีน มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่ไม่พบอาการข้างเคียงที่รุนแรงหลังจากการรับวัคซีน อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลในการศึกษาความปลอดภัยและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของวัคซีนเชื้อตาย (ซิโนแวค) และวัคซีนที่ใช้ไวรัสเวกเตอร์ (แอสตร้าเซนเนกา) ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาก่อน ดังนั้นในการศึกษาจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความปลอดภัยและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของวัคซีนในประชากรไทยผู้ใหญ่ที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาก่อน และศึกษาความแตกต่างในการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน เมื่อได้รับวัคซีนชนิดเชื้อหมดฤทธิ์ (Inactivated vaccine) และไวรัสตัวนำ (Adenoviral vector vaccine) ในผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อน

ผลผลิตจากงานวิจัย :

จากการศึกษาความปลอดภัยและผลกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ในอาสาสมัครที่มีการติดเชื้อโควิด 19 มาก่อน จำนวน 117 คนโดยแบ่งเป็น กลุ่มที่ 1 กลุ่มอาสาสมัครที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 2-5 เดือน (short-interval) และมีการรับวัคซีนซิโนแวค 1 เข็ม กลุ่มที่ 2 กลุ่มอาสาสมัครที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 2-5 เดือน และมีการรับวัคซีนแอสตราเซนเนกา 1 เข็ม กลุ่มที่ 3 กลุ่มอาสาสมัครที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 13-15 เดือน (long-interval)  และมีการรับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม และกลุ่มที่ 4 กลุ่มอาสาสมัครที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 13-15 เดือน และมีการรับวัคซีนแอสตราเซนเนกา 2 เข็ม จากผลการศึกษาความปลอดภัยหลังจากการได้รับวัคซีนโดยมีการบันทึกอาการข้างเคียงหลังจากรับวัคซีนเข็มแรกภายใน 7 วัน พบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่มีการติดเชื้อมากกว่า 6 เดือน และรับวัคซีนแอสตร้าเซนเนกามีการแสดงผลข้างเคียงสูงกว่าในกลุ่มที่รับวัคซีน ซิโนแวค เช่นอาการเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด อาการบวมแดง อาการไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดศีรษะ โดยอาสาสมัครส่วนใหญ่จะมีอาการเจ็บปวดมากในช่วง 1-3 วัน หลังจากการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ยังพบอาการอื่น ๆ ในกลุ่มที่ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนกา ได้แก่ อาการง่วงนอน ท้องเสีย อาเจียน ปวดหลัง เป็นต้น ในขณะที่ในกลุ่มซิโนแวคมีการข้างเคียงส่วนใหญ่คล้ายในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนกา แต่จะมีความรุนแรงต่ำกว่า ทั้งนี้ยังพบว่าในอาสาสมัครบางรายที่รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนกาจะมีอาการเจ็บหน้าอก และชาตามปลายมือ ปลายเท้า  (ดังแสดงในแผนภาพที่ 1)

ในการศึกษาผลกระตุ้นความต้านทานหลังจากได้รับวัคซีน พบว่าในกลุ่มอาสาสมัครที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 13-15 เดือน และรับวัคซีนซิโนแวค มีระดับแอนติบอดี nucleocapsid เพิ่มสูงขึ้นซึ่งสอดคล้องกับการให้วัคซีนเชื้อตายที่เป็น whole virus ในขณะที่กลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซนเนกาไม่พบการกระตุ้นระดับแอนติบอดีต่อ nucleocapsid สำหรับในกลุ่มที่อาสาสมัครที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 2-5 เดือน และได้รับวัคซีนเข็มแรก คือซิโนแวคและแอสตราเซนเนกา จากนั้นเปรียบเทียบผลการกระตุ้นกับค่า base line พบว่าระดับแอนติบอดี base line ได้แก่ ระดับแอนติบอดีต่อส่วน nucleocapsid ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้เมื่อดูระดับแอนติบอดีต่อส่วน receptor binding site (RBD) พบว่าในคนที่มีการติดเชื้อมาก่อน สามารถกระตุ้นภูมิได้สูงภายใน 14 วัน หลังจากได้รับวัคซีนทั้งสองชนิด เมื่อดูระดับแอนติบอดีต่อส่วน receptor binding site (RBD) พบว่าในกลุ่มที่มีหายจากการติดเชื้อมาแล้ว 13-15 เดือนและได้รับวัคซีนซิโนแวคมีระดับภูมิคุ้มเฉลี่ย 257 BAU/mL หลังจากรับวัคซีนไป 28 วัน และพบว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซนเนกามีระดับภูมิคุ้มกันสูงถึง 2258 BAU/mL หลังจากรับวัคซีนไป 28 วัน  อย่างไรก็ตามเมื่อดูระดับแอนติบอดีหลังจากรับวัคซีนแต่ละชนิด ครบทั้ง 2 เข็มและทำการเจาะเลือด 1 เดือนหลังฉีดเข็ม 2 พบว่าระดับแอนติบอดีต่อส่วน RBD ของอาสาสมัครที่มีการฉีดวัคซีนวัคซีนซิโนแวคมีค่าเพิ่มขึ้น โดยมีระดับแอนติบอดีเฉลี่ยคือ 310.9 BAU/mL  ในขณะที่กลุ่มอาสาสมัครที่มีการรับวัคซีนแอสตราเซนเนกาครบ 2 เข็มมีระดับแอนติบอดีลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเข็มแรก คือ 1294 BAU/mL

สำหรับในกลุ่มที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 2-5 เดือน และได้รับวัคซีนซิโนแวคมีระดับภูมิคุ้มเฉลี่ย 235 BAU/mL หลังจากรับวัคซีนไป 28 วัน และพบว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซนเนกามีระดับภูมิคุ้มกันสูงถึง 1549 BAU/mL หลังจากรับวัคซีนไป 28 วัน และเมื่อ follow up อาสาสมัครจะพบว่าระดับแอนติบอดีมีการลดลงตามระยะเวลา  โดยอาสาสมัครในกลุ่มที่มีการรับวัคซีนอสตร้าเซนเนกาจะมีระดับแอนติบอดีต่อ RBD ลดลงเร็วกว่าอาสาสมัครในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบระดับภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นในคนที่มีการติดเชื้อมานาน กับคนที่เพิ่งติดเชื้อแล้วหายแล้ว พบว่ากลุ่มที่ติดเชื้อมานานสามารถกระตุ้นภูมิได้สูงมากกว่า กลุ่มที่เพิ่งหายจากการติดเชื้อ นอกจากนี้ จากผลการกระตุ้นด้วยวัคซีนทั้ง 2 ชนิด จะพบว่าทั้ง 2 วัคซีนสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างแอนติบอดีชนิด IgA ได้ โดยแอสตราเซนเนกามีความสามารถในการกระตุ้นให้สร้างได้มากกว่าเมื่อเทียบกับวัคซีนซิโนแวค (ดังแสดงในแผนภาพที่  2)

จากผลทดสอบ neutralizing activities ต่อเชื้อ SARS-CoV-2 สายพันธุ์ดั้งเดิม พบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 13-15 เดือนและ หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 2-5 เดือน สามารถกระตุ้น ระดับ neutralizing activities   เมื่อได้รับวัคซีนแอสตราเซนเนกา โดยมีความสาสมารถในการยับยั้งมากกว่า 99% ในขณะที่กลุ่มอาสาสมัครที่รับวัคซีนซิโนแวคจะมีระดับความสามารถในการยับยั้งได้น้อยกว่าคือ ประมาณ 95% ในกลุ่มอาสาสมัครที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 13-15 เดือนทั้งที่รับซิโนแวค 1เข็ม และ 2 เข็ม  และ 85% ในกลุ่มอาสาสมัครที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 2-5 เดือน โนแวค (ดังแสดงในแผนภาพที่  3)

จากผลทดสอบ neutralizing activities ต่อเชื้อ SARS-CoV-2 สายพันธุ์ดั้งเดิม และ variants  ได้แก่ B.1.1.7, B.1.351 และ B.1.617.2 พบว่า  ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 2-5 เดือนหรือ13-15 เดือน เมื่อได้รับวัคซีน แอสตร้าเซนเนกา จะส่งผลให้มีความสามารถ ในการ neutralize RBD ของสายพันธุ์กลายพันธุ์ ได้มากกว่าหรือเท่ากับ 97% ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับ neutralizing activity ของซีรัมต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม ในขณะที่ผู้ที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 2-5 เดือนหรือ13-15 เดือน เมื่อได้รับวัคซีน ซิโนแวคจะมีค่า neutralizing activity ของซีรัมต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์ variants ต่ำกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม โดยพบว่า สายพันธุ์ B.1.351 ให้ค่า neutralizing activity ต่ำที่สุด รองลงมาคือ B.1.1.7 และ B.1.617.2. ตามลำดับ โดยค่า neutralizing activity ต่อเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมจะมีค่าสูงที่สุด

จากผลทดสอบการตอบสนองของ T cell ในการหลั่ง interferon gramma ต่อโปรตีนของเชื้อ SARS-CoV-2   พบว่า  ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 2-5 เดือนหรือ13-15 เดือน เมื่อได้รับวัคซีน แอสตร้าเซนเนกา จะส่งผลให้มีความสามารถ ในการหลั่ง interferon gramma อย่างมีนัยสำคัญหลังจากรับวัคซีนไปเพียง 14 วัน  ในขณะที่ผู้เคยมีการติดเชื้อมาก่อนและรับวัคซีนซิโนแวค แม้ว่าจะมีการ หลั่ง interferon gramma ในบางราย แต่ยังไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบระหว่างก่อนฉีดวัคซีนและหลังฉีดวัคซีนไปแล้ว 14 และ 28 วัน (ดังแสดงในแผนภาพที่  4)

การนำไปใช้ประโยชน์ :

การศึกษาถึงความปลอดภัย และผลของภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นกับวัคซีน ที่จะนำมาใช้ในประเทศไทย ได้แก่วัคซีนเชื้อตาย ซิโนแวคของประเทศจีน และวัคซีนชนิดไวรัสเวกเตอร์ของบริษัทแอสตร้าเซนเนกา เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางในการให้วัคซีนแก่ผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อน และเพื่อจะได้ใช้ข้อมูลดังกล่าวสำหรับการบริหารและติดตามการให้วัคซีนจำนวนมากในประเทศไทย



วันที่เผยแพร่ : -
เผยแพร่โดย : Piroonruk Art-han (แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 09 มีนาคม,2565)
จำนวนครั้งที่อ่าน : 100 ครั้ง

ผลงานวิจัยโดย

ศาสตราจารย์นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ

หน่วยงาน : ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เบอร์ติดต่อ : -
อีเมล : -