การวิจัยเพื่อลดผลกระทบด้าน เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และการศึกษา

  • หน้าแรก
  • การวิจัยเพื่อลดผลกระทบด้าน เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และการศึกษา

การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรับมือวิกฤตที่ท้าทายในอนาคต

08 มีนาคม,2565 | Piroonruk Art-han

ชื่อผลงาน : โครงการวิจัย เรื่อง การสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐเพื่อรับมือวิกฤตที่ท้าทาย ในอนาคต (Strengthening the Government Financial Immunity for the Future Crisis)

ที่มาและความสำคัญของโครงการ :

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Coronavirus Disease 2019 : COVID-19) ในช่วงต้นปี 2563 นับเป็นการระบาดที่รุนแรงมากที่สุดในรอบ 100 ปี ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้เป็นภาวะโรคระบาดรุนแรงทั่วโลก (Pandemic) โดยมีจานวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกและภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และยัง ไม่สามารถคาดการณ์ระยะสิ้นสุดของการระบาดได้ สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง ยังส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศที่เกิดภาวะหดตัวลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว และนับเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดนับแต่ประเทศไทย เคยเผชิญวิกฤตมาในอดีตในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ได้ระดมสรรพกาลังผ่านเครื่องมือการเงินการคลังเพื่อจัดทานโยบายและผลักดันมาตรการเพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ โดยวงเงินมาตรการทางการคลังที่หลายประเทศประกาศมีขนาดใหญ่กว่า 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และใหญ่กว่าที่เคยใช้ในวิกฤตครั้งก่อน ๆ สาหรับประเทศไทยรัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งการดาเนินการโดยใช้แหล่งเงินงบประมาณ การดาเนินมาตรการ กึ่งการคลัง (Quasi Fiscal Policy) ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ รวมทั้งการตรากฎหมายพิเศษขึ้นในปี 2563

เพื่อให้กระทรวงการคลังกู้เงินสาหรับดาเนินมาตรการแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท และเพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถออกมาตรการเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดการเงินได้ภายใต้กรอบวงเงินรวม 9 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ด้วยวงเงินที่มีขนาดใหญ่ จึงมีประเด็นพิจารณาว่า การใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้มาตรการของภาครัฐดังกล่าวจะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อภาคเศรษฐกิจไทยได้เพียงใด รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนปัญหาความล่าช้าในการดาเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
โครงการวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์บทเรียนที่เกิดขึ้นจากการดาเนินมาตรการด้านการเงินการคลังเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของภาครัฐ ทั้งที่มีผลกระทบในเชิงบวกและเชิงลบต่อเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศโดยรวม และผลกระทบต่อสถานะการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงหรือทบทวนมาตรการ และประเมินภาระและความเสี่ยงทางการคลังของรัฐบาลเพื่อรองรับวิกฤตการณ์ในอนาคต ซึ่งจะเป็นหนึ่งในกลไกในการเตรียมความพร้อมของภาครัฐในการเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่ไม่อาจคาดหมาย ได้อย่างทันท่วงที โดยได้แบ่งการดาเนินโครงการวิจัยเป็น 3 ระยะ (Phase) ซึ่งในแต่ละ Phase มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการดาเนินโครงการวิจัย ดังนี้
Phase 1 : ระยะเวลาดาเนินโครงการ 1 ปี เป็นการศึกษาในระยะเร่งด่วนสาหรับการแก้ไขปัญหาวิกฤตการระบาด COVID-19 โดยตรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ประเมินการดาเนินมาตรการที่ผ่านมาของภาครัฐ เพื่อให้ทราบประโยชน์ จุดเด่น ข้อดีในการดาเนินมาตรการด้านการเงินการคลังในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาอุปสรรค และจุดอ่อนในการดาเนินการเพื่อปรับปรุงแก้ไขมาตรการต่างๆ ได้อย่างตรงจุด
Phase 2 : ระยะเวลาดาเนินโครงการ 1 ปี เป็นการศึกษาวิจัยต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ แนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดนโยบายหรือมาตรการด้านการเงินการคลังของภาครัฐในภาวะวิกฤต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนมาตรการด้านการเงินการคลังต่างๆ ของประเทศที่ประสบความสาเร็จในการลดผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อภาคสังคมและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ และนามาใช้ปรับปรุงและวางแผนในการกาหนดนโยบายและมาตรการในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
Phase 3 : ระยะเวลาดาเนินโครงการ 1 ปี เป็นการศึกษาวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อประเมินภาระและความเสี่ยงทางการคลังของรัฐบาล และศักยภาพและความพร้อมของภาครัฐในการใช้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เพื่อรองรับวิกฤตการณ์ในอนาคต รวมทั้งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินในประเทศจากการดาเนินนโยบายการเงินแบบไม่ปกติ (Unconventional Monetary Policy) ของธนาคารกลางภายใต้สถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งเพื่อเสนอแนะนวัตกรรมการเงิน ตลอดจนเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ (Financial Instruments) เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนของรัฐบาลในภาวะวิกฤต รวมทั้งกลไกการทางานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการนโยบายการเงินและการคลังภายใต้สถานการณ์ต่างๆ เพื่อลดภาระทางการคลังของรัฐบาล และสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินการคลังของภาครัฐให้กับประเทศ

ผลผลิตจากงานวิจัย :

สำหรับการศึกษาวิจัยใน Phase 1 (เดือนพฤษภาคม 2564 – เดือนพฤษภาคม 2565) ได้ผลผลิตจากงานวิจัย ดังนี้
1. บทสรุปแนวคิดทฤษฎีในการดาเนินนโยบายด้านการเงินและนโยบายด้านการคลังของภาครัฐในช่วงภาวะวิกฤต ตัวอย่างมาตรการของต่างประเทศ รวมทั้งแนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลการดาเนินมาตรการหรือโครงการภาครัฐ
2. สรุปผลการประเมินมาตรการด้านการเงินการคลังในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา รวมทั้งบทวิเคราะห์จุดเด่น ข้อดี ปัญหาอุปสรรค และจุดอ่อนในการดาเนินการเพื่อปรับปรุงแก้ไขมาตรการต่างๆ ได้อย่างตรงจุด
3. ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงและวางแผนในการกาหนดนโยบายและมาตรการในประเทศ ด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับวิกฤตในอนาคต

การนำไปใช้ประโยชน์ :

1. สามารถนาผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในการจัดทาและปรับปรุงนโยบายสาธารณะผ่านมาตรการทางการเงินและการคลังเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการระบาดของ COVID-19 ที่ตอบสนอง ต่อกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
2. สามารถนาความคิดเห็นเพื่อสะท้อนความต้องการของภาคเอกชน องค์กรอิสระ และภาคประชาชนต่อหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในจัดทามาตรการแก้ไขวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างตรงจุด
3. สามารถนาประสบการณ์การดาเนินมาตรการด้านการเงินและการคลังของประเทศที่ประสบความสาเร็จมาทบทวนและปรับปรุงมาตรการแก้ไขปัญหาการระบาดของ COVID-19 ของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถช่วยลดผลกระทบและลดการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้



วันที่เผยแพร่ : -
เผยแพร่โดย : Piroonruk Art-han (แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 08 มีนาคม,2565)
จำนวนครั้งที่อ่าน : 69 ครั้ง

ผลงานวิจัยโดย

นางสาวอุปมา ใจหงษ์

หน่วยงาน : สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, และธนาคารแห่งประเทศไทย
เบอร์ติดต่อ : -
อีเมล :