การวิจัยเพื่อลดผลกระทบด้าน เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และการศึกษา

  • หน้าแรก
  • การวิจัยเพื่อลดผลกระทบด้าน เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และการศึกษา

การประเมินระบบการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า 2019 ในเขตสุขภาพ ที่ 10: กรณีพื้นที่ชายแดน ไทย-ลาว-กัมพูชา

08 มีนาคม,2565 | Piroonruk Art-han

ชื่อผลงาน :  รายงานผลการจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า 2019 ในเขตสุขภาพที่ 10: กรณีพื้นที่ชายแดน ไทย-ลาว-กัมพูชา (ระลอก 1-3)

ที่มาและความสำคัญของโครงการ :

เนื่องจากจังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษมีรอยต่อพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ประเทศลาวและกัมพูชา โดยมีแรงงานข้ามชาติทั้งถูกและผิดกฎหมายที่เดินทางเข้าประเทศไทยตรงร่อยต่อพรมแดน เพื่อเข้ามาประกอบอาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มใช้แรงงาน ประกอบกับการระบาดของโรคโควิด 2019 ตั้งแต่ระลอก 1 ถึง 3 โดยเฉพาะในระลอกที่ 2 ที่กลุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 คือ แรงงานข้ามชาติและแพร่ระบาดต่อเนื่องไปยังระลอก 3 ที่มีกลุ่มแรงงานไทยเป็นกลุ่มเสี่ยง ทั้งนี้แรงงานทั้ง 2 กลุ่มพบว่าทำงานต่างจังหวัดและอาศัยอยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะเขตพื้นที่อีสานตอนใต้จำนวนมาก เมื่อมีการเคลื่อนย้ายของแรงงานกลับมายังภูมิลำเนา โดยหน่วยงานในพื้นที่ที่รองรับแรงงานและประชากรกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ ยังขาดข้อมูลในด้านประวัติส่วนตัว การเข้ารับบริการด้านสาธารณสุข ความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 และการดูและป้องกันตนเอง รวมทั้งข้อจำกัดในด้านทรัพยากรบุคคล เวชภัณฑ์ และสถานที่กักตัวของกลุ่มเสี่ยงอันเนื่องมาจากการแพรระบาดที่รวดเร็วและรุนแรง ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดดังกล่าวจำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานดังที่กล่าวมาเพื่อใช้ในการวางแผนงาน กลยุทธ์ในการรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคในเวลานั้น และใช้ข้อมูลทั้งหมดเพื่อขับเคลื่อนเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติหากเกิดการระบาดในระลอกต่อไป ซึ่งถือเป็นวัตถุประสงค์ที่สำคัญของโครงการ การศึกษาครั้งนี้ เริ่มดำเนินการลงพื้นที่เก็บข้อมูลช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2564 (ระลอก 3) ส่วนข้อมูลระลอก 1 กับ 2 (มกราคม-กรกฎาคม 2564) อาศัยข้อมูลจากศูนย์ EOC ประจำจังหวัด

ผลผลิตจากงานวิจัย :

ข้อมูลที่สรุปผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายภาคีในพื้นที่ศึกษาในการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า 2019 ในเขตสุขภาพ ที่ 10: กรณีพื้นที่ชายแดน ไทย-ลาว-กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี (10 อำเภอ) และศรีสะเกษ (3 อำเภอ) ประกอบด้วย

1. ข้อมูลการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอก 1-3 (secondary data)

2. ข้อมูลการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของผู้บริหารทุกระดับ (Top-down)

3. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มคนที่เดินทางออกจุดตรวจ/จุดผ่านแดนระหว่างไทย-ลาว-กัมพูชา

4. ข้อมูลความตระหนักรู้ (Health Literacy) เกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และการดูแลสุขภาพตนเองของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และข้อมูลประเมินตนเองของสถานประกอบการเพื่อสุขภาพในการป้องกันและควบคุมการระบาดของเชื้อโควิด-19

5. ข้อมูลความตระหนักรู้ (Health Literacy) เกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และการดูแลสุขภาพตนเองของกลุ่มแรงงานเดินทางกลับจากต่างจังหวัด, ประชาชนทั่วไป, บุคลากรการแพทย์

6. ข้อมูลการับวัคซีน

การนำไปใช้ประโยชน์ :

หลังจากเก็บรวบรวม สังเคราะห์ วิเคราะห์ และสรุปเป็นรายงาน ได้หารือกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ เพื่อรายงานข้อมูลทั้ง 6 ด้าน รวมถึงประเด็นข้อจำกัดที่พบจากการเก็บข้อมูล เพื่อให้ทางผู้บริหารนำข้อมูลไปประชุมกับหน่วยงานในจังหวัด เพื่อแก้ไข ปรับปรุง วางแผนการรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 ต่อไป นอกจากนั้น รายงานข้อมูลผลการศึกษาครั้งนี้ ได้ถูกส่งต่อให้กับหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ได้แก่ สมัชชาสุขภาพเขตสุขภาพที่ 10 โดยเฉพาะปัญหาการรับวัคซีนและความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทางทีมสมัชชาสุขภาพของแต่ละจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 10 นำไปใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพตำบล” ซึ่งจัดเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ในงานขับเคลื่อนการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการได้รับวัคซีนของประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ ซึ่งพบว่าเครื่องมือดังกล่าวสามารถทำให้คนในพื้นที่เกิดความเข้าใจและให้ความร่วมมือตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผ่านมาตรการ D-M-H-T-T-A โดยที่คนในพื้นที่เป็นผู้กำหนดมาตรการต่างๆกันเองผ่านการเห็นชอบร่วมกันของคนในพื้นที่ โดยมีหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านต่างๆ อาทิเช่น วิทยากร ค่าใช้จ่ายในการประชุม อุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็นในงานเฝ้าระวังฯ ซึ่งถือว่า “ธรรมนูญสุขภาพ” เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและการปฏิบัติได้จริง



วันที่เผยแพร่ : -
เผยแพร่โดย : Piroonruk Art-han (แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 09 มีนาคม,2565)
จำนวนครั้งที่อ่าน : 109 ครั้ง

ผลงานวิจัยโดย

รองศาสตราจารย์.ดร.เภสัชกร อนันต์ ไชยกุลวัฒนา

หน่วยงาน : วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
เบอร์ติดต่อ : -
อีเมล : -