การวิจัยเพื่อลดผลกระทบด้าน เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และการศึกษา

  • หน้าแรก
  • การวิจัยเพื่อลดผลกระทบด้าน เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และการศึกษา

การขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ในศูนย์แยกโรคชุมชน หรือบ้าน โดยใช้ข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ในช่วงโรคระบาดใหญ่จากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

20 กรกฎาคม,2565 | Piroonruk Art-han

ชื่อผลงาน : ปัญญาประดิษฐ์ในศูนย์แยกโรคชุมชน หรือบ้าน โดยใช้ข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ในช่วงโรคระบาดใหญ่จากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ที่มาและความสำคัญของโครงการ :

เนื่องด้วยประเทศไทยประสบปัญหาการดูแลผู้ป่วยได้ไม่ทั่วถึงในช่วงวิกฤติจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทางทีมวิจัยจึงพัฒนาระบบ CHIVID เพื่อแก้ไขดังกล่าว โดยมีจุดเด่นที่ช่องทางการติดต่อและส่งข้อมูลสะดวก(ทางแอปพลิเคชันไลน์) และฟังค์ชันอำนวยความสะดวกด้วยปัญญาประดิษฐ์สำหรับอ่านข้อมูลจากเครื่องวัดออกซิเจนจากภาพถ่าย มากไปกว่านั้นทางทีมวิจัยสนใจนำข้อมูลที่ได้จากระบบมาต่อยอดองค์ความรู้เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์อื่นๆเพื่ออำนวยความสะดวกต่อไปในอนาคต

ผลผลิตจากงานวิจัย :

ต้นแบบเทคโนโลยีระดับภาคสนาม 1 ต้นเเบบ ได้แก่ Weight Model ปัญญาประดิษฐ์ 3 ชนิดประกอบด้วย PACMAN, CARE and PREDICT โดย Third Party นำไปต่อยอดได้ตามแต่ความร่วมมือ

การนำไปใช้ประโยชน์ :

กลุ่มเป้าหมายและจำนวนกลุ่มเป้าหมาย (ข้อมูลจำนวนจากระบบ ณ. วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2565)

ผู้ใช้งานจริง (End-user) – ผู้ป่วย จำนวน  18253 คน

1. ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการบริการทางสุขภาพได้สะดวกขึ้น (Accessibility)

– ลดการแพร่กระจายโรคจากการเดินทางมาโรงพยาบาล

– ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลติดตามอาการ

– ระบบ PACMAN ช่วยในการกรอกค่าจากอุปกรณ์เครื่องวัดออกซิเจน โดยผู้ป่วยเพียงถ่ายรูปอุปกรณ์

2. ลดระยะเวลาการรอคอย

– ผู้ให้บริการนําความจําเป็นทางคลินิกของผู้ป่วยมาพิจารณา และมีระบบแจ้งเตือนตามความจำเป็นทางคลินิก

3. สามารถเข้าถึงข้อมูลการรักษาของตนเอง และมีส่วนร่วมในการรักษา

– ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแล ตนเอง โดยการส่งข้อมูลสัญญาณชีพ และอาการประจำวัน

4. ได้รับการดูแลที่ต่อเนื่อง (continuity of care)

– ระบบติดตามการดูแลระหว่างการรักษา และ ติดตามหลังจากการรักษาบุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแล จำนวน 411 คน

5. ลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์

– พัฒนาระบบสำหรับช่วยดูแลและติดตามอาการผู้ป่วย Covid-19 โดยมีผู้ป่วยในระบบแล้วกว่า 18,000 คน

– ระบบได้รับการใช้งานใน 11 โรงพยาบาล

– ช่วยในการทำงานเอกสาร ลดภาระการทำงานที่ซ้ำซ้อน

6. เพิ่มประสิทธิภาพการติดตามอาการผู้ป่วยของแพทย์

– มีระบบอาการและการแจ้งเตือนทันทีเมื่อผู้ป่วยแจ้งอาการผิดปกติ หรืออาการเร่งด่วน ทำให้แพทย์สามารถติดตามอาการผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิดและรวดเร็วยิ่งขึ้น

– จัดกลุ่มอาการผิดปกติของผู้ป่วย และจัดการประเมินอาการเบื้องต้นอัตโนมัติตามแนวทางเวชปฏิบัติ

– ติดตามผู้ป่วยที่ไม่ส่งอาการ หรือขาดการติดต่อโรงพยาบาล จำนวน 11 โรงพยาบาล

7. ลดแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรกำลังคนให้ตรงตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

– บุคลากรทางการแพทย์ ลดงานเอกสาร และมีเวลาดูแลรักษาผู้ป่วยมากขึ้น

8. ลดค่าใช้จ่ายในการบริการ

– สามารถลดจำนวนบุคลากร ในการดูแลผู้ป่วย ต่อผู้ป่วยหนึ่งกลุ่ม

9. เพิ่มมาตรฐานโรงพยาบาล ในการดูแลผู้ป่วย ตามเกณฑ์การรับรองโรงพยาบาล (HA)

– ด้านระบบเวชระเบียนผู้ป่วย, เวชระเบียนผู้ป่วย และ การดูแลผู้ป่วย

10. ลดระยะเวลาการทำเอกสารการเบิกจ่าย

– สามารถสรุปข้อมูลผู้ป่วยเพื่อใช้ในการเบิกจ่ายได้จากระบบ

ผลกระทบด้านสังคม

– สามารถช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ขณะเกิดโรคระบาดลง 10%

– สามารถลดปัญหาการรอคอยและความแออัดภายในโรงพยาบาลขณะมีโรคระบาดมากกว่า 20% ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ

– ลดค่าใช้จ่ายโดยรวมในการดูแลรักษาผู้ป่วยลง(จำนวนบุคลากรและค่าบริการโรงพยาบาลต่างๆ)มากกว่า 20% ต่อโรงพยาบาล



วันที่เผยแพร่ : -
เผยแพร่โดย : Piroonruk Art-han (แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 22 กรกฎาคม,2565)
จำนวนครั้งที่อ่าน : 65 ครั้ง

ผลงานวิจัยโดย

นายธีรวิทย์ วิไลประสิทธิ์พร

นายธีรวิทย์ วิไลประสิทธิ์พร

หน่วยงาน : สถาบันวิทยสิริเมธี
เบอร์ติดต่อ : -
อีเมล : -