วัคซีนโควิด-19 100ล้านโดส

VACCINE 100M

– อว. รายงาน “วันนี้ทั่วโลกได้ฉีดวัคซีนโควิดเกิน 100 ล้านโดสแล้ว ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือนนับจากเริ่มฉีด เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ และฉีดเพิ่มขึ้นอีกวันละ 4.25 ล้านโดส คนอเมริกันฉีดวัคซีนแล้วมากที่สุด 32.8 ล้านโดส ในขณะที่คนอิสราเอลมากกว่าครึ่งประเทศฉีดวัคซีนแล้ว (syringe)(syringe)

➡️(2 กุมภาพันธ์ 2564) ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รายงานผลการประมวลข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ว่า “วันนี้ทั่วโลกได้ฉีดวัคซีนโควิดเกิน 100 ล้านโดสแล้ว ซึ่งใช้เวลาเพียง 56 วันนับจากมีการฉีดเข็มแรกในประชากร ขณะนี้มีอัตราการฉีดถึงวันละ 4.25 ล้านโดส คนอเมริกันได้รับการฉีดวัคซีนแล้วมากที่สุด 32.84 ล้านโดส ในขณะที่คนอิสราเอลมากกว่าครึ่งประเทศฉีดวัคซีนแล้ว โดยพบว่าทวีปเอเชียและตะวันออกกลางมีจำนวนการฉีดวัคซีนมากที่สุดคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% สำหรับยอดการจองวัคซีนทั่วโลกนั้น มียอดจองรวมกัน 8,490 ล้านโดส ประเทศอินเดียได้จองแล้วจำนวนมากที่สุด ในขณะที่แคนาดาจองวัคซีนมากที่สุดถึง 3 เท่าของประชากร โดยวัคซีน AstraZeneca/Oxford ครองอันดับหนึ่งของยอดการจองวัคซีนมากที่สุด”

➡️ตามที่ได้มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่างรวดเร็วมาก และเริ่มมีการใช้วัคซีนในประชากรตั้งแต่ในเดือนธันวาคม 2563 เป็นต้นมา ในขณะนี้ 64 ประเทศได้เริ่มฉีดวัคซีนแล้ว

โดยจำนวนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก ได้ผ่านเส้นสำคัญ ในวันนี้ โดยมีจำนวนการฉีดเกิน 100 ล้านโดสเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564

  • สถิติสำคัญเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ใน 100 ล้านโดส แรก ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 มีดังนี้

จำนวนที่ฉีดแล้ว : 101.3 ล้านโดส
จำนวนประเทศ : 64 ประเทศ
อัตราการฉีด : 4.25 ล้านโดสต่อวัน
ยอดการจองวัคซีนทั่วโลก : 8,490 ล้านโดส

ข้อมูลการฉีดวัคซีนแยกตามภูมิภาค

  1. เอเชียและตะวันออกกลาง (40.14%)
  2. อเมริกาเหนือ (34.08%)
  3. ยุโรป (23.09%)
  4. ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน (2.53%)
  5. แอฟริกา (0.16%)
  6. โอเชียเนีย (0%)

ประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วจำนวนมากที่สุด 10 อันดับแรก

  1. สหรัฐอเมริกา (32.84 ล้านโดส)
  2. จีน (24 ล้านโดส)
  3. สหภาพยุโรป (12.71 ล้านโดส)
  4. สหราชอาณาจักร (9.79 ล้านโดส)
  5. อิสราเอล (4.99 ล้านโดส)
  6. อินเดีย (3.76 ล้านโดส)
  7. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (3.44 ล้านโดส)
  8. เยอรมนี (2.47 ล้านโดส)
  9. ตุรกี (2.14 ล้านโดส)
  10. บราซิล (2.11 ล้านโดส)

ประเทศที่ฉีดวัคซีนสัดส่วนต่อประชากรสูงที่สุด 10 อันดับแรก

  1. อิสราเอล (55.10% ของประชากร)
  2. เซเชลส์ (32.15%)
  3. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (32.01%)
  4. สหราชอาณาจักร (14.66%)
  5. บาห์เรน (11.65%)
  6. สหรัฐอเมริกา (10.00%)
  7. เซอร์เบีย (6.79%)
  8. มอลตา (5.62%)
  9. เดนมาร์ก (4.65%)
  10. ไอซ์แลนด์ (4.35%)

ประเทศที่มีการจองวัคซีนจำนวนมากที่สุด 10 อันดับแรก (เฉพาะข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ)

  1. อินเดีย (2,200 ล้านโดส)
  2. สหรัฐอเมริกา (1,010 ล้านโดส)
  3. สหราชอาณาจักร (367 ล้านโดส)
  4. จีน (300 ล้านโดส)
  5. ญี่ปุ่น (290 ล้านโดส)
  6. บราซิล (246 ล้านโดส)
  7. แคนาดา (234 ล้านโดส)
  8. อินโดนีเซีย (225 ล้านโดส)
  9. เม็กซิโก (210 ล้านโดส)
  10. รัสเซีย (160 ล้านโดส)

ประเทศที่มีการจองตามสัดส่วนประชากรมากที่สุด 10 อันดับแรก

  1. แคนาดา (330% ของประชากร)
  2. สหราชอาณาจักร (302% ของประชากร)
  3. นิวซีแลนด์ (247% ของประชากร)
  4. ออสเตรเลีย (230% ของประชากร)
  5. สหภาพยุโรป (เฉลี่ย 184% ของประชากร)
  6. สหรัฐอเมริกา (169% ของประชากร)
  7. ไอซ์แลนด์ (156% ของประชากร)
  8. เขตปกครองพิเศษฮ่องกง (155% ของประชากร)
  9. อิสราเอล (138% ของประชากร)
  10. ญี่ปุ่น (120% ของประชากร)

วัคซีนที่มีการจองแล้วมากที่สุด

  1. AstraZeneca/Oxford ถูกจองแล้ว 3,036 ล้านโดส
  2. Novavax ถูกจองแล้ว 1,314 ล้านโดส
  3. Pfizer/BioNtech ถูกจองแล้ว 836 ล้านโดส
  4. Gamaleya ถูกจองแล้ว 727 ล้านโดส
  5. Sanofi/GSK ถูกจองแล้ว 712 ล้านโดส
  6. Moderna ถูกจองแล้ว 461 ล้านโดส
  7. Johnson & Johnson ถูกจองแล้ว 346 ล้านโดส
  8. Curevac ถูกจองแล้ว 225 ล้านโดส
  9. Sinopharm ถูกจองแล้ว 223 ล้านโดส
  10. UBI Group ถูกจองแล้ว 202 ล้านโดส

ประเทศในอาเซียนฉีดวัคซีนแล้ว 756,325 โดส ใน 3 ประเทศ ได้แก่

  1. สิงคโปร์ 155,050 โดส (2.72% ของประชากร) เริ่มฉีดเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2563
  2. อินโดนีเซีย 515,681 โดส (0.19% ของประชากร) เริ่มฉีดเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2564
  3. พม่า 85,594 โดส (0.16% ของประชากร) เริ่มฉีดเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2564
    ทั้งนี้ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จะเริ่มฉีดได้ในเดือน ก.พ. 2564 โดย เวียดนาม บรูไน ลาว และ กัมพูชา ยังไม่ระบุแน่ชัด

แหล่งข้อมูล Bloomberg Vaccine Tracker, The New York Times

ประมวลข้อมูลโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)